ประวัติแห่งเกียรติยศนี้ จัดทำขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูบุคคลผู้สร้างคุณูปการอันทรงคุณค่าแก่โรงเรียนและสังคมโดยรวม รายนามที่ปรากฏล้วนเป็นผู้ที่มีความวิริยะ อุตสาหะ และความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ความดีงามในหลากหลายสาขา ผลงานและคุณความดีของท่านเหล่านี้มิได้เป็นเพียงความสำเร็จส่วนบุคคล หากยังเป็นแรงบันดาลใจแก่ศิษย์รุ่นหลังอย่างยั่งยืน โรงเรียนภาคภูมิใจในเกียรติประวัติและความเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าของทุกท่าน ขอให้หน้าประวัติแห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งความรำลึก ความภาคภูมิใจ และการสืบสานอุดมการณ์อันงดงามสืบไป
รายนามบุคคลและเกียรติยศของชาวอำนวยศิลป์
Hall of Fame
ครูสนิท สุมาวงค์
เกิด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2448 ที่กรุงเทพฯการศึกษา ชั้นต้นจนจบมัธยมปีที่ 6 ที่โรงเรียนมัธยมวัดบพิตรพิมุข จบมัธยม ปีที่ 8 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบวิชากฏหมาย เนติบัณฑิตการทำงาน รับราชการเป็นนักเรียนสอนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พ.ศ.2465
รับราชการที่กรมอัยการ กองคดี พ.ศ.2473 รับราชการที่กระทรวงยุติธรรมตลอดจนเกษียณอายุราชการ รวมเวลาปฏิบัติ
ราชการและวันทวีคูณ 50 ปี
ประกอบอาชีพส่วนตัว โดยตั้งโรงเรียนกวดวิชาเวลาบ่ายและกลางคืนที่ตึกแถวคือโรงเรียนอำนวยศิลป์ เป็นเวลา 5 ปี และได้โอนโรงเรียนอำนวยศิลป์ให้แก่ครูจิตร ทังสุบุตร ดำเนินการต่อ เมื่อปี 2474
ครูสนิทรับราชการตลอดมาด้วยความอุตสาหะ ตั้งแต่ตำแหน่งอัยการจังหวัดและตำแหน่งสูงสุดก่อนเกษียณอายุราชการคือ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลฎีกาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ประถมาภรณ์ช้างเผือก ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2518
เมื่อท่านจบมัธยมปีที่ 8 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว ท่านได้เข้า รับราชการเป็นนักเรียนสอนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยพร้อมกับครูจิตร ทั้งสุบุตร ทั้งสองท่านเป็นเพื่อนที่เข้าใจกัน ต่างก็มีใจรักความเป็นครู จึงเกิดความคิดที่จะช่วย นักเรียนที่อ่อนให้เรียนทันเพื่อน ประกอบกับมีนักเรียนบางคนได้ขอร้องให้สอน พิเศษให้ด้วยเหตุนี้ครูสนิท สุมาวงศ์ จึงเปิดสอนพิเศษภาคบ่าย โดยสอนตามหลัก สูตรของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ทั้งชั้นมัธยมปีที่ 6-7 แนวการสอนเช่นเดียวกับที่สอนโรงเรียนสวนกุหลาบฯ โดยการอุปการะแนะนำของคุณพระปวโรฬารวิทยาอาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบ ขณะนั้น
โรงเรียนสอนพิเศษแห่งนี้มีนักเรียนสนใจเรียนเพิ่มขึ้น จึงต้องขยายเปิดสอน
ภาคกลางคืนด้วย
ณ ที่ตึกแถวริมถนนอัษฎางค์ บริเวณคลองหลอดนี้เอง เป็นที่เริ่มต้น "โรง
เรียนอำนวยศิลป์" เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2469
นามนั้นสำคัญไฉน จริงหรือไม่ ข้าพเจ้าลงความเห็นว่า ต้องสำคัญแน่ๆ
เพราะการตั้งนามใดๆ ต้องให้เป็นมงคล
"อำนวยศิลป์" เป็นนามที่ขุนกล่อมวิชาสาส์น (ปลอบ ประดิษฐานนท์)
ตั้งไว้ แปลว่า "เป็นที่ซึ่งให้วิชา" อำนวยศิลป์ให้การศึกษาจริงๆ ท่านผู้เป็นที่ปรึกษาคือ ขุนกล่อมวิชาสาส์น (ปลอบ ประดิษฐานนท์)
ผู้ช่วยฝ่ายปกครองโรงเรียนสวนกุหลาบ นอกจากจะตั้งชื่ออำนวยศิลป์ แล้วท่านยัง ช่วยเรื่องจดทะเบียนเป็นโรงเรียนราษฎร์ โดยมีครูสนิท สุมาวงศ์ เป็นเจ้าของและผู้จัดการ ตั้งแต่พ.ศ.2469-2473 รวมเวลา 5 ปี
เราไม่สามารถกำหนดอนาคตได้ ชีวิตการเป็นครูจึงต้องผันแปรไปครูสนิท สุมาวงศ์ท่านต้องย้ายไปรับราชการตำแหน่งอัยการที่จังหวัดนครปฐม ท่านจำเป็นที่จะต้องจากงานที่เคยทำมา ท่านจึงต้องหาผู้ที่จะดำเนินงานและสานต่อให้เจริญก้าวหน้า ผู้ที่ท่านไว้ใจคือครูจิตร ทั้งสุบุตร ครูสนิท จึงโอนกิจการ "โรงเรียนอำนวยศิลป์"ให้ครูจิตร ทั้งสุบุตร ดำเนินกิจการโดยครูจิตร เป็นเจ้าของ และผู้จัดการตั้งแต่พ.ศ.2474 ปัจจุบันรวมเวลา 60 ปี
Hall of Fame
นายกรัฐมนตรี คนที่ 18 ของประเทศไทย
อานันท์ ปันยารชุน เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2475 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนสุด ท้องในจำนวน 12 คนของ มหาอำมาตย์ตรีพระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารซุน) และ คุณหญิงปรีชานุสาสน์ (ปฤกษ์ โชติกเสถียร)
นายอานันท์เริ่มเข้ารับการศึกษา ณ โรงเรียนประถมเล็กๆ แห่งหนึ่งบนถนนสุรศักดิ์ที่เชื่อม ต่อระหว่างถนนสีลมและถนนสาทร ในปี 2486 เข้ารับการศึกษาในระดับมัธยม (ประถมปีที่ 5ในปัจจุบัน) ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จนจบมัธยมปีที่ 3 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองย้ายเข้ารับการศึกษาในชั้นมัธยม 4 (มัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปัจจุบัน) ที่โรงเรียนนันทศึกษาเป็นการชั่วคราวแล้วจึงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จนจบมัธยม 7 (มัธยมศึกษาปีที่ 5 ในปัจจุบัน) ต่อจากนั้นได้เดินทางไปศึกษา ณ โรงเรียนดัลลิช (Dultrich College) ประเทศ อังกฤษในปี 2491 ก่อนเข้ารับการศึกษา ณ ตรินิตี้คอลเลจ (Triry Coliezg) มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge) ในปี 2495 จนสำเร็จการศึกษาวิชากฎหมายในระดับปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยม ในปี 2498
นายอานันท์เป็นผู้ที่ก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดในหน้าที่การงานหลายด้านหน้าที่ในฐานะข้าราชการประจำ ในด้านการทูต ด้านธุรกิจ และด้านการเมือง นอดำรงตำแหน่งอื่นๆ อีกมากในด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาศึกษา เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ในการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการประจำในกระทรวงการต่างประเทศ นายอานันท์เริ่มเข้า รับราชการในปี้ 2498 เป็นข้าราชการชั้นโท ต่อมาในปี 2502 ปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แล้วมาเป็นเลขานุการเอกและที่ปรึกษา คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำสหประชาชาติ ในปี 2507
ในปี 2510 นายอานันท์เข้าดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต รักษาการผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ และเอกอัครราชทูตประจำประเทศแคนาดา แล้วในปี 2515เข้าดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา และผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ค ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2520 เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และต่อมาในปี ๒๕๒๐ จึงเข้าดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตพิเศษประจำกระทรวงการต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตประจำสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน
ด้วยความผกผันอันสืบเนื่องมาจากสาเหตุด้านการเมือง ในปี ๒๕๒๒ นายอานันท์ลาออกจากราชการเข้าสู่วงการธุรกิจ โดยเข้า รับตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการบริษัท
สหูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) แล้วขึ้นเป็นประธานกรรมการบริษัทฯ ในปี๒๕๓๔ ปัจจุบันนายอานันท์เป็นประธานกรรมการของบริษัทต่างๆรวม ๕ บริษัท และเป็นกรรมการบริษัทกรรมการที่ปรึกษา และที่ปรึกษาของบริษัท
ข้ามชาติต่างๆ อีก๕ บริษัท ทั้งในอดีต นายอานันท์เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ ในภาคธุรกิจอีกมากมาย เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น
นายอานันท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยแรกระหว่างวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2534 ถึง 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ภารกิจหลักของรัฐบาลนายอานันท์ในสมัยแรก คือ การร่างรัฐธรรมนูญ และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายอานันท์ ได้นำบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ
และมีภาพพจน์ที่ดี มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกด้วย
การบริหารประเทศของนายอานันท์ ได้ประกาศเน้นเรื่อง "ความโปร่งใส" ทำให้รัฐบาลได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชน และได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ จนได้รับฉายาว่า
"รัฐบาลโปร่งใส" และตัวนายอานันท์เองได้รับฉายาว่า "ผู้ดีรัตนโกสินทร์"
นานยาพันท์ ปันยารชุน ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งนายก รัฐมนตรีสมัยที่สอง ในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2535 จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ เพื่อจัดการเลือก ตั้งใหม่ โดยรัฐมนตรีส่วนใหญ่ เป็นรัฐมนตรีที่
เคยดำรงตำแหน่งมาก่อนในสมัยแรก
เลขานุการแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ
ณ นครนิวยอร์ค
เอกอัตรราชพูดไทยประจำสหประชาชาติ และเอกอัครราชทูตประจำประเทศแคนาดา
เอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา และผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ค
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
Hall of Fame
นายกรัฐมนตรี คนที่ 15 ของประเทศไทย
พลเอกเกรียงศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2460 เป็นบุตรของนายแจ่ม กันนางเจือ
ชมะนันทน์ สมรสกับคุณหญิงวิรัตน์ ชมะนันทน์
พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย โรงเรียนปทุมคงคา อำนวยศิลป์ จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จนสำเร็จการ ศึกษาในปี 2483 ในระหว่าง รับราชการทหารได้ศึกษาต่อที่ โรงเรียนเสนาธิการทหารบกโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งสหรัฐอเมริกา วิทยาลัยกองทัพบก และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 5
ในช่วงที่รับราชการทหาร พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เคยร่วมรบในสมรภูมิเกาหลีรุ่นแรกในตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารราบ ผลัดที่ 3 สร้างเกียรติภูมิอย่างมาก จนหน่วยใต้บังคับบัญชาได้ฉายาว่า "กองพันพยัคฆ์น้อย" (ปัจจุบันแปรสภาพเป็นกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์) ภายหลังกลับจากสงครามก็เข้าประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด เติบโตในสายเสนาธิการมาเป็นลำดับจนเป็นพลเอก และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดจนเกรียณอายุราชการ
ผลงานสำคัญในช่วงที่พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ดำรงตำแหน่งคือการปรับปรุง สัมพันธภาพกับประเทศเพื่อนบ้านอันประกอบด้วย ประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่าการค้ากับทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นขึ้น
นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งหน่วยงานสำคัญๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายหน่วยงาน เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการพลังงาน และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นคืน
พลเอกเกรียงศักดิ์ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2546 รวมมอายุได้ 86 ปี โดยในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น ภาพที่ติดตาของพลเอกเกรียงศักดิ์ คือ การทำพะแนงเนื้อใส่บรั่นดีระหว่างออกเยี่ยมประชาชนตามที่ต่างๆ อันเป็นสูตรของพลเอกเกรียงศักดิ์เอง
ธรรมาธิราช เป็นต้น
พลเอกเกรียงศักดิ์ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.
2546 รวมอายุได้ 86 ปี โดยในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น ภาพที่ติดตาของพลเอกเกรียงศักดิ์ คือ การทำพะแนงเนื้อใส่บรั่นดีระหว่างออกเยี่ยมประชาชนตามที่ต่างๆ อันเป็นสูตรของพลเอกเกรียงศักดิ์เอง
Hall of Fame
รางวัล "จิตร ประพัฒน์ พา" เกิดจากดำริที่ประสงค์จะสร้างสรรค์สัญลักษณ์ที่มีความหมาย ทั้งคุณค่าความเป็นโรงเรียนอำนวยศิลป์และสื่อไปถึงบุคคลอันเป็นที่เคารพนับถือของชาวอำนวยศิลป์เพื่อแสดงถงความกตัญญกตเวที ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน เป็นเกียรติ และความภูมิใจของนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ทั้งปวงอย่างยั่งยืน
ดำริดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากกรรมการสมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ ชุดที่ 17 โดยเหตุผลเพื่อสนับสนุนการทำประโยชน์ของ บุคคลที่อยู่ในวงการการศึกษาที่มีผลงานด้านสำคัญซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานแห่งความเจริญทางการศึกษา 3 ด้านได้แก่ 1.การบริหารจัดการสถาน ศึกษา 2. วิชาการ 3. ความเป็นครู ทั้งนี้ได้ร่วมกันกำหนดหลักการพื้นฐานอันเป็นเจตนารมณ์แห่งรางวัลเกียรติยศอำนวยศิลป์ 3 ประการคือ
เป็นรางวัลที่กำหนดไว้ 3 สาขา สาขาละ 1 รางวัลในแต่ละปิเพื่อให้สนองต่อเจตนารมณ์ตามดำริข้างต้น และให้ความสำคัญกับคณะกรรมการสรรหู้รับรางวัลจะได้ใช้ความพยายามอย่างประณีตเพื่อให้ได้บุคคลที่สมควรรับรางวัลอย่างเหมาะสมที่สุดทั้ง 3 สาขาดังกล่าว คือ 1. สาขาการเป็นผู้บริหารการศึกษาหรือสถานศึกษา 2. สาขาการเป็นนักวิชาการ 3. สาขาการเป็นครู
สำหรับรางวัลที่ให้เป็นโล่เกียรติยศประดับภาพ 3 บรมครูอำนวยศิลป์พร้อมกับรางวัลเงินสด 5 หมื่นบาท โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธินักเรียนเก่าอำนวยศิลป์และสมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ และในครั้งนี้จะได้มีพิธีการมอบรางวัลที่จัดขึ้นเป็นพิเศษโดยสมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบ 90 ปีโรงเรียนอำนวยศิลป์ โดยนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของประเทศไทย เป็นประธาน โดยบุคคลที่ได้รับการสรรหาและผ่านความเห็นขอบจากคณะกรรมการมูลนิธินักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ โดยรางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2558 จำนวน 1 รางวัลคือ รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา สาขาวิชาการได้แก่นายเชิดพงษ์สิริวิชช์ เป็นผู้ใช้วิชาการทางเศรษฐศาสตร์ผลักดันร่วมกับบุคลากร ท่านอื่นๆ ในการจัดทำระบบอ้อย และน้ำตาลให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม เกิดผลดีกับการค้าน้ำตาลของชาติ
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2559 จำนวน 1 รางวัล คือ รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา สาขาวิชาการได้แก่ นายแพทย์วิชัยวิจิตรพรกุล เป็นผู้ใช้วิชาการทางการแพทย์ประดิษฐ์เครื่องมือใช้รักษาโรคผู้ป่วยนิ้วล็อก และยังอุทิศตนสละเวลาช่วยเหลือผู้ป่วยแบบการกุศลทั่วประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ ณ เวลานี้
อนึ่ง รางวัล จิตร ประพัฒน์ พา สถาปนาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 โดยพลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีคนที่ 19ของประเทศไทย และผู้เคยได้รับรางวัลนี้มาแล้วดังนี้
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2547
1. คณะบุคคลในสกุลทังสุบุตร ได้รับรางวัลสาขาการเป็นผู้บริหารการศึกษา หรือสถานศึกษา
2. นายปราโมทย์ ไม้กลัด ได้รับรางวัลสาขาการเป็นนัก วิชาการ
3. ครูทองทิพย์ พงษ์รูป ได้รับรางวัลสาขาการเป็นครู
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2548
1. นายวีระ สุสังกรกาญจน์ ได้รับรางวัลสาขาสนับสนุนการศึกษา
2. พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้รับรางวัลสาขาวิชาการ
3. ครูวิไลคำสม ได้รับรางวัลสาขาความเป็นครู
4. ครูไพบูลย์ เครือกนก ได้รับรางวัลสาขาความเป็นครู
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2549
1. พลเอกชวลิตยงใจยุทธ ได้รับรางวัลสาขาวิชาการ
2. รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑลสงวนเสริมศรี ได้รับรางวัลสาขาบริหารสถานศึกษา
3. ครูชลิตาเปาโรหิตย์ ได้รับรางวัลสาขาความเป็นครู
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2550
1. นายกมล พันธุ์มีเชาว์ ได้รับรางวัลสาขาวิชาการ
2. นางเพชรชุดา เกษประยูรได้รับรางวัลสาขาบริหารสถานศึกษา
3. ครูสุรีย์ สหวัฒน์ได้รับรางวัลสาขาความเป็นครู
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2551 ไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติ
ตามเกณฑ์สมควรได้รับรางวัล
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2552
รองศาสตราจารย์ นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ ได้รับรางวัลสาขาบริหารสถานศึกษา
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2553 ศาสตราจารย์นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล ได้รับรางวัลสาขาบริหารสถานศึกษา
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2554 ไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติ
ตามเกณฑ์สมควรได้รับรางวัลเนื่องจากภาวะอุทกภัย
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2555
1. นายบรรจงพงศ์ศาสตร์ ได้รับรางวัลสาขาบริหารการศึกษา
2. ศาสตราจารย์ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ได้รับรางวัลสาขาวิชาการ
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2556 ไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติ
ตามเกณฑ์สมควรได้รับรางวัล
รางวัลจิตร ประพัฒน์ พา ประจำปี 2556 ไม่มีผู้ที่มีคุณสมบัติ
ตามเกณฑ์สมควรได้รับรางวัล
มูลนิธินักเรียนเก่าอำนวยศิลป์รู้สึกภูมิใจ และยินดีกับผู้รับรางวัล "จิตร ประพัฒน์ พา" ทุกท่าน และหวังว่าจะได้ช่วยกันกับชาวอำนวยศิลป์ทั้งปวงในการสนับสนุน และหวังว่าจะได้ช่วยชาวอำนวยศิลป์ทั้งปวงให้การสนับสนุนเกียรติภูมินี้ให้ยั่งยืน และขจรขจายไปสู่สังคมต่างๆ ของประเทศไทยสืบไปซึ่งจะยังประโยชน์ต่อโรงเรียนอำนวยศิลป์ และประเทศชาติสืบไป
Hall of Fame
ครูจิตร ทังสุบุตร
ท่านเป็นครูที่เป็นปูชนียบุคคลน่าเป็นแบบอย่างคนรุ่นหลัง ชีวิต "ครู" และการทำงานของ ท่านจะขอประมวลไว้โด้ยย่อดังนี้
จบการศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบ-วิทยาลัย
อุปสมบทที่วัดเวฟุราชิน ธนบุรี
เป็นครูโดยเริ่มเป็นนักเรียนสอนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี
สมรสกับ น.ส.เอิบ ออร์ ธิดานายปีเตอร์ และนางหรั่ง ออร์ชีวิตการทำงานของท่านสนใจทำงานหลายอย่าง ท่านเป็นนักการศึกษา งานลูกเสืองานเทศบาล งานการกุศลต่าง ๆ งานกิจกรรมเพื่อสังคมหลายสิบแห่งตั้งแต่ พ.ศ.2469-2517
งานสโมสรโรตารีตั้งแต่พ.ศ.2497-2527
งานที่ท่านทุ่มเทมากที่สุดคือด้านการศึกษา
จะเห็นได้ว่า แม้ท่านจะลาออกจากครูไปรับราชการอื่น เมื่อตอนต้นแห่งชีวิต แต่แล้ว ก็ต้องหวนกลับมาใช้ชีวิตการเป็นครูอีกตลอดชีวิตของท่านคลุกคลีกับงานการศึกษา โดยหวังที่จะพัฒนาชีวิตเยาวชน
ตั้งแต่รับโอนโรงเรียนอำนวยศิลป์จาก ครูสนิท สุมาวงศ์ ท่านได้ปรับปรุงและขยาย กิจการจนคณะเราได้เห็นความเจริญ เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป
ครูจิตร ทังสุบุตร เริ่มเป็นครูเมื่ออายุ 16 ปี รับราชการเป็นนักเรียนสอนที่โรงเรียนสวน-กุหลาบวิทยาลัยพ.ศ. 2464-2471 เมื่ออายุ 16 ปี ซึ่งท่านได้เก็บทะเบียนประวัติการเป็นครูครั้งแรกของท่านไว้จนวาระสุดท้าย
ครูจิตรได้ขยายกิจการอำนวยศิลป์ไปที่ธนบุรี
อีกแห่งหนึ่งคือ "โรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี"เมื่อ พ.ศ. 2482 ถึงปัจจุบันมีนักเรียนสนใจมาเรียนเช่นเดียวกับที่อำนวยศิลป์พระนคร
นอกจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ทั้งสองแห่งนี้แล้ว ท่านขยายกิจการโรงเรียนอีกทั้งที่พระนครและธนบุรี คือ โรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัยและ โรงเรียนเทเวศร์วิทยา (ธนบุรี)
การดำเนินงานด้านบริหารการศึกษานี้ยากลำบาก เพราะการวางรากฐานเพื่อให้ยาวชน มีลักษณะนิสัย กิจนิลัย สังคมนิสัย ให้เป็นที่ยอมรับในสังคมนั้น บุคลากรที่เป็นแม่พิมพ์ต้องมีความเสียสละ อดทน ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันเป็นอย่างดี
การดำเนินการเรียนการสอนในโรงเรียนอำนวยศิลป์และในเครือ"อำนวยศิลป์"นั้น ครูจิตรได้สรรหาผู้เชี่ยวชาญงานการศึกษามาร่วมงานมากมาย ด้วยเหตุที่ท่านต้องการสร้างโรงเรียนเอกชนโดยคนไทย ให้มีคุณภาพเท่าเทียมโรงเรียนเอกชนสมัยนั้น ซึ่งมีแต่ของพวกมิชชั่นนารี
หรือของคนต่างชาติเกือบทั้งสิ้น
ครูจิตรและคุณเอิบ (ข้าพเจ้าขอใช้"คุณ" นำหน้าชื่อท่าน เช่นเดียวกับครูโรงเรียนเทเวศร์-วิทยาลัย ด้วยมีความรู้สึกว่า ท่านเป็นผู้มีพระคุณ)
ภรรยาของท่านได้ร่วมแรงร่วมความคิดกันมาตลอดเวลา ท่านหาครูอาจารย์ที่เคยเป็นเพื่อนเป็นศิษย์ เป็นนักวิชาการ นักบริหารการศึกษาระดมพลังกันมาเพื่อ"อำนวยศิลป์" ให้สมกับเป็นที่ซึ่งให้วิชา ตามนามนั้นโดยแท้
ท่านลาออกจากราชการในกรม ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ.2471 ด้วยใจรักการเป็นครูจึงกลับมาเป็นครูอีก ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ พ.ศ.2473 และรับโอนกิจการโรงเรียนอำนวยศิลป์จากครูสนิท สุมาวงศ์ ซึ่งย้ายไปรับราชการที่ต่างจังหวัด ครูจิตรดำเนินกิจการโดยเป็นเจ้าของโรงเรียน ครูจิตรท่านเป็นนักบริหาร ข้าพเจ้า คัดลอกข้อความข้างล่างนี้จากหนังสือประวัติครู 2529 ที่อาจารย์พา ไชยเดชเขียนไว้ว่า
"การบริหารโรงเรียนเอกชน ซึ่งแต่เดิมเรียก ชื่อเป็นทางการว่าโรงเรียนราษฎร์นั้น ต้องอาศัย พื้นฐานความรู้ทางวิชาบริหาร คือการบริหาร ทั่วไปและการบริหารธุรกิจผสมผสานกัน ส่วนเป้าหมายหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นปรัชญานั้น มุ่งปฏิบัติเพื่อการสาธารณกุศล แต่ในขณะเดียวกันจะต้องมีกำไรด้วย เพราะเงินเป็นปัจจัย สำหรับใช้จ่ายเป็นค่าดำเนินงาน ขยายงานและการดำรงอยู่ เรื่องดังกล่าวนี้เชื่อว่า ครูจิตรต้องเป็นผู้มีความรอบรู้จัดเจนและเข้าใจลึกซึ้งในหลักปรัชญานี้เป็นอย่างดี
ศาสตราจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเคยเป็นครูโรงเรียนอำนวยศิลป์ผู้หนึ่ง เขียนไว้ในหนังสือชุมนุมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ เมื่อวันที่
8 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 ว่า
"โรงเรียนอำนวยศิลป์นี้ เมื่อแรกชั้นต้นที่เริ่มอุบัติฟักตัวขึ้น มีหลายท่านที่ไม่ทราบความในก็พากันเข้าใจเสียว่า นี่ก็คงเป็นโรงเรียนจำพวกดอกเห็ดยามเช้าคงจะไปไม่กี่น้ำก็เจ้งเพราะสมัยนั้นเป็นสมัยตั้งโรงเรียนราษฎร์กันชุกชุม แต่พอตั้งไปสักหน่อยผู้จัดการกับอาจารย์ใหญ่ก็มักจะแตกกัน เรื่องการเงินการทองบ้างแย่งกันเป็นผู้ยิ่งใหญ่บ้าง ไม่สามารถจะจ่ายเงินเดือนครูบาอาจารย์ให้เป็นไปตามเวลากาลบ้างและด้วยเหตุอื่น ๆ หลายประการ
โรงเรียนอำนวยศิลป์เคราะห์ดีที่ไม่ใช่อุบัติขึ้นด้วยอุปัทวเหตุ โรงเรียนอำนวยศิลป์เกิดขึ้น ด้วยอุดมคติ เกิดจากความพยายามแรงกล้าของผู้ที่ห่วงใยในการศึกษาของชาติ เกิดจากความปรารถนาที่จะนำทฤษฎีของวิธีตั้งโรงเรียนราษฎร์มาใช้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ สามัคคีธรรมระหว่าง
ผู้เริ่มการ.....ซึ่งพร้อมใจกันเสียสละแล้วว่ามิได้มุ่งถืออามิสเป็นใหญ่.....เคราะห์ที่สุดก็ตรง ที่โรงเรียนมีสามเส้าที่เหมาะที่สุดคอยรับรองคำชูประคองเสถียรภาพของโรงเรียน สามเส้านี้ก็คือท่านคุณพระปวโรฬารวิทยา คุณประพัฒน์
วรรธนะสาร และคุณจิตร ทั้งสุบุตร ถ้าพูดตามภาษารามเกียรตี้ไทย ๆ เราต้องว่า "ไวกูณฑ์เกิดก่อมาด้วยกัน" หลักอันแน่นของคุณพระ-ปวโรฬาร ความอดทนต่อความเหน็ดเหนื่อยของคุณประพัฒน์อาจารย์ใหญ่ และความเป็นระเบียบของคุณจิตร ประกอบกับความสุภาพอ่อนโยน โอมอ้อมอารีของทานหั้งสามนี้ จึงสามารถผูกจิตใจของครูบาอาจารย์ ผู้ปกครองและลูกศิษย์ลูกหาอย่างยากที่จะเปรียบได้......
เป็นของน่าพิศวงยิ่งนัก เพราะก่อนนั้นเป็นที่พูดกันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า "การตั้งโรงเรียนนั้น นอกจากพวกบาทหลวงและพวกมิชชั่นนารีแล้วเป็น อันไม่สำเร็จ"
เมื่อศาสตราจารย์สุกิจเขียนบทความนี้เป็นสมัยที่ ครูจิตรได้เข้ามาบริหารโรงเรียนอำนวยศิลป์อย่างเต็มตัว และตั้งมาแล้วสิบแปดปีพอนับได้ว่าโรงเรียนมีสถานภาพอันมั่นคง
ครูจิตรดำเนินกิจการโรงเรียนเจริญขึ้นตามลำดับ เน้นองค์สี่แห่งการศึกษา ได้แก่
พุทธิศึกษา
จริยศึกษา
พลศึกษา
หัตถศึกษา
มีผู้สนใจพาบุตรหลานมาฝากเรียนเพิ่มขึ้น ทุกปี จำเป็นต้องหาที่เรียนสนองความต้องการของนักเรียน ต้องย้ายโรงเรียนหลายแห่ง หาแหล่งที่เหมาะสม สะดวกแก่การคมนาคมและชุมชน
ย้ายครั้งที่ 1 ไปฝั่งตรงข้ามกับที่เดิม
ปัจจุบันเป็นกรมที่ดิน เพื่อขยายรับนักเรียน
ได้เพิ่มมากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการรับรอง
วิทยฐานะโรงเรียนอำนวยศิลป์
ย้ายครั้งที่ 2 ไปอยู่ปากคลองตลาด เขตพระนคร ขยายเพื่อรับนักเรียนได้เพิ่มขึ้น รับได้กว่า 2,000 คน
เมื่อ พ.ศ.2482 ตั้งโรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี ที่เขตคลองสาน เพื่อสะดวกแก่ผู้ที่อยู่ในเขตนั้น และให้นักเรียนอำนวยศิลป์ที่พระนคร มีโอกาสย้ายไปเรียนได้ตามสมัครใจ
ย้ายครั้งที่ 3 พ.ศ.2495 โรงเรียนอำนวยศิลป์ทีปากคลองตลาดย้ายมาอยู่ที่ถนนศรีอยุธยาพญาไท สามารถรับนักเรียนได้มากถึง 7,000 คน (เมื่อ พ.ศ.2513-2514) เป็นนักเรียนสองผลัดรอบเช้าและบ่าย
นอกจากท่านจะเป็นนักบริหารการศึกษาแล้ว ท่านยังสนใจเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือตลอดชีวิตของท่าน งานลูกเสือเป็นงานปลูกฝั่งความ คิดและกิจกรรมที่เสริมสร้างคนให้ฉลาด เสียสละรู้จักตน อยู่ในสังคมอย่างไม่เบียดเบียนกัน
ครูจิตรสนใจกิจกรรมลูกเสือตั้งแต่ยังเยาว์วัย
นับเวลาได้ 69 ปี พ.ศ. 2458 เริ่มชีวิตการเป็น ลูกเสือ พ.ศ. 2460-2464 เป็นนายหมู่ลูกเสือพ.ศ.2464-2480 เป็นผู้บังคับบัญชาใหญ่ขึ้นตามลำดับ เป็น รองผู้กำกับ เป็นผู้กำกับงานลูกเสือระดับสูง จนถึงตำแหน่งกรรมการ ที่ปรึกษาฝ่ายลูกเสือต่างประเทศ จนได้รับเหรียญสดุดีชั้นสูงสุดจาก องค์การลูกเสือโลก "BADEN-POWELL FELLOW"
เมื่อข้าพเจ้าเข้ามาอยู่ในอำนวยศิลป์ ได้พบป้ายแผ่นหนึ่ง ติดไว้ในห้องอาหารครู เป็นคำขวัญว่า "รักงานมากกว่าตัว ไม่ต้องกลัวอดตาย" ช่างเป็นคำขวัญที่ซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งเป็นสัจจะ เป็นอมตะ 'ประทับใจมาจนบัดนี้ข้าพเจ้าคิดต่อไปว่า ท่านผู้บริหารที่นี่คงเป็นบุคคลที่รักงาน จริงจังและจริงใจ ทำให้อยาก ติดตามงานของท่านต่อไป
ครูจิตรทำงานอย่างมีโครงการ วางแผน มีระเบียบ ทำให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นแม้จะมีปัญหาบ้างบางตอน ก็สามารถแก้ปมได้สาวจากปลายไปถึงต้นเหตุได้ง่าย ๆ อาจเป็น ท่านทำงานหลายด้าน ท่านจึงรอบรู้ หรือด้วยบุญกุศลที่สร้างไว้ มีปัญหาจึงแก้ได้ลุล่วงทุกคราว ท่านเริ่มงานใด ท่านเอาใจใส่ติดตามผล มอบงานแก่ผู้ใด ท่านต้องเห็นว่าผู้นั้นต้องทำงานชิ้นนั้นได้
ผลงานของท่านจึงประจักษ์แก่สายตา
คณะเรา หลายสิ่งหลายอย่าง ท่านมีโอกาส รับใช้ชาติบ้านเมือง คุ้มค่าที่ได้เกิดบนผืนแผ่นดิน
ไทย และเป็นคนไทย ท่านมีผลงานสรุปได้คือ
รับราชการครู และรับราชการกรมตรวจคนเข้าเมือง
ทำงานเกี่ยวกับการศึกษานานถึง 63ปี
รับตำแหน่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาของครุสภา
งานกับเทศบาลธนบุรี 36 ปี ดำรงตำแหน่งนายก 2 สมัย และเทศมนตรี
งานกับสโมสรโรตารี่ 30 ปี เป็นผู้ก่อตั้งและนายกสโมสรโรตารีธนบุรี-ตะวันตก
งานกับอำนวยศิลป์มูลนิธิ เมื่อยกโรงเรียนให้แก่มูลนิธิ 25 ปี
กิจกรรมอื่น ๆ เพื่อการกุศลและสังคม
อีกมากมาย เช่น สร้างวัด สร้างสถานรักษาพยาบาล อุทิศให้เป็นของรัฐ สร้างโรงเรียนประชาบาล ยกที่ดินให้สร้างสมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ จำนวน 3 ไร่ 3 งาน 65 ตารางวาบริจาคให้องค์การลูกเสือโลก 10,000 เหรียญ
สหรัฐ พ.ศ. 2526 และอื่น ๆ อีก
จากผลที่ท่านสร้างคุณประโยชนไว้หลายประการ ท่านจึงได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประเทศไทย ชั้นสูงสุดที่ได้รับเมื่อพ.ศ. 2514คือ ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.) และเหรียญกาซาดสรรเสริญ ชั้นที่ 1
เหรียญสดุดีจากต่างประเทศ
พ.ศ. 2511 เหรียญทองลูกเสือสดุดีขั้นสูงสุดของสาธารณรัฐเกาหลี "MOOGUNGHWA"
พ.ศ. 2512 เหรียญลูกเสือสดุดี ของสา-ธารณรัฐจีน ไต้หวัน "GREEN JADE GREAT WALL AWARD"
พ.ศ. 2514 เหรียญลูกเสือสดุดี จากประเทศมาเลเซีย "SEMANGAT RIMBA"
พ.ศ. 2519 เหรียญสดุดีจากองค์การลูกเสือ
โลก "BRONZE WOLF"
พ.ศ. 2526 เหรียญสดุดีชั้นสูงสุด จากองค์การลูกเสือโลก "BADEN-POWELL FELLOW"
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ความเจ็บป่วย
คุกคามด้วยโรคเบาหวาน ต้องเข้าออกโรง-พยาบาลหลายคราว ท่านต้องลดงานต่างประเทศและต่างจังหวัด
ท่านถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2527
ด้วยโรคหัวใจวาย สิริอายุ 78 ปีเศษ รวมเวลาที่อยู่อำนวยศิลป์ 58 ปี ได้ขยายกิจการเจริญจนบัดนี้
Hall of Fame
ครูประพัฒน์ วรรธนะสาร
อดีตอาจารย์ใหญ่ อำนวยศิลป์ พ.ศ. 247 4-2499
ท่านเกิด วันที่ 1 ตุลาคม 2451
โรงเรียนวัดสุทัศน์
โรงเรียนวัดราชบพิตร
โรงเรียนบพิตรพิมุข
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
จบ เนติบัณฑิต
ท่านเคยทำงานที่บริษัทแอลโกลไทย
เป็นครูสอนที่ "อังกฤษวิทยาคาร" ถนนอัษฎางค์
เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนอำนวยศิลปะ
เป็นเจ้าของโรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง ถนนศรีอยุธยา พญาไท
เป็นผู้จัดการใหญ่บริษัทสหศินิมา จำกัด
เป็นสมาชิกเทศบาล เทศบาลนครกรุงเทพฯ
เป็นเทศมนตรี เทศบาลนครกรุงเทพฯ
เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร
เป็นประธานสภาจังหวัดพระนคร
ได้สมรสกับ คุณประทุม สิทธิพงศ์ พ.ศ.2496
จากคำบอกเล่าของครูเก่า ๆ ว่า ท่านมีความสามารถ เฉียบขาด ตังใจจริง สนับสนุนครูน้อย ให้เสริมวิทยฐานะทางอาชีพครู ท่านทำงานด้วยความตั้งใจ ท่านเจ้าของและผู้จัดการโรงเรียน (ครูจิตร ทังสุบุตร)ไว้วางใจเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ท่านเป็นเพื่อนและครูของ ครูประพัฒน์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ท่านผู้จัดการจึงได้ศรัทธาในความรักงานด้านครูของครูประพัฒน์ เป็นอย่างมาก
น่าเสียดายที่ครูประพัฒน์ ใช้ชีวิตครูอยู่เพียง 25 ปี ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2499 รวมอายุ 48 ปีเศษ
Hall of Fame
นายกรัฐมนตรี คนที่ 26 ของประเทศไทย
สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2490 ที่ตำบลสวนขัน อำเภอฉวาง ปัจจุบันคือ อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายเจิม-นางดับ วงศ์สวัสดิ์สมรสกับ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์
สำเร็จการศึกษาชั้นต้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ชั้นมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ สำเร็จ นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อพ.ศ. 2513 ต่อมาปี 2516 เข้าศึกษาต่อเนติบัณฑิตไทย (นบท.) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ 2539 ปริญญาบัตรหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 38 และในปี 2545รฐประศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต หลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนมหาบัณฑิต สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2555 ได้รับพระราชทานปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎิบัณฑิต กิตติมศักดิ์ (การจัดการ) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วสอบบรรจุเข้าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา กระทรวงยุติธรรม เมื่อพ.ศ. 2517 ต่อมาได้เป็ผู้ช่วผู้พิพากษาประจำกระทรวง พ.ศ. 2518 ผู้พิพากษาศาลแขวงเชียงใหม่ พ.ศ. 2519 จากนั้นได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2520แล้วจึงย้ายไปเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2526 จากนั้นย้ายไปเป็นผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดพังงา พ.ศ. 2529 ต่อมาได้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคดีเด็กและเยาวชน จังหวัดระยอง พ.ศ. 2530 ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2531 ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2532 ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาธนบุรี พ.ศ. 2533 เลื่อนตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พ.ศ. 2536 ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2 พ.ศ. 2540
ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายวิชาการ พ.ศ. 2541 หลังจากนั้นได้ย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวง ยุติธรรม ฝ่ายบริหาร พ.ศ. 2542 หลังจากนั้นได้เลื่อนตำแหน่งสูงสุดเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม 11 พ.ย. 2542 หลังจากนั้นจึงย้ายไปเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน 8 มีนาคม 2549 และได้ลาออกจากราชการในเดือน มีนาคม พ.ศ. 2550
ในปี พ.ศ. 2550 เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อมาในปีพ.ศ. 2551 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 ได้รับเลือกจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี 17 กันยายน 2551 ได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย
แก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาและสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีในภูมิภาค
จัดตั้งสภาเกษตรกรและสร้างระบบประกันความเสี่ยง
แก้ไขปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินในประเทศ
เร่งรัดการลงทุนที่สำคัญของประเทศ
สร้างกลไกในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากวิกฤติการเงินของโลกที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั้งระยะสั้น และ
ระยะยาว
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
ปลัดกระทรวงยุติธรรม
ปลัดกระทรวงแรงงาน
กรรมการเนติบัณฑิตไทยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
Hall of Fame
นายกรัฐมนตรี คนที่ 22 ของประเทศไทย
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านพักของบิดา ย่านนางเลิ้ง ซึ่งอยู่ติดกับบริเวณ "วังไชยา" ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นสำนักทะเบียนกลางกรุงเทพมหานคร บิดา คือ ร้อยเอก ชั้น ยงใจยุทธ และมารดา คือ นางละมุน ซึ่งต่อมาเปลี่ยน ชื่อเป็น สุรีย์ศรี ยงใจยุทธ
นามสกุล "ยงใจยุทธ" ประทานโดย จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุขเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (จอมพลคนแรกของกองทัพไทย)
ผู้ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เริ่มการศึกษาชันประถมศึกษาที่โรงเรียนแถววังบูรพาภิรมย์เข้าศึกษาชันมัธยมที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ในรุ่น "ลมหวน" ซึ่งเป็นรุ่นที่โด่งดังรุ่นหนึ่ง ในเวลา ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 หรือในชั้นเตรียมอุดมปี่ที่ 1 ณ โรงเรียนเตรียม อุดมศึกษา สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เรียนได้เพียงเทอมเดียว)
ในปี พ.ศ. 2491 โรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ให้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า" และเริ่มปรับเปลี่ยนหลักสูตรเวสต์ปอยท์รุ่นแรกแทนหลักสูตรเก่า จึงหันเหมาศึกษาสายทหารในสถานศึกษาแห่งนี้ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นรุ่น จปร.1
พล.อ.ชวลิต รับราชการทหารเหล่าสื่อสาร เป็นคนแรกๆ ที่แต่งตำราการซ่อมโทรทัศน์เมื่อประมาณ พ.ศ. 2490 - พ.ศ. 2495 เคยเป็นผู้บัญชาการทหารบก ลำดับที่ 25 (27 พ.ค.
2529 - 28 มี.ค. 2533) และรักษาราชการผู้บัญชาการทหารสูงสุด (1 ต.ค.2530 - 28 มี.ค. 2533)
หลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรู เมื่อวันที่ 17พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 หรือการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 19 ส.ส.
พรรคความหวังใหม่ อันมีพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้า ได้รับเลือกเข้ามามากที่สุดถึง 125 ที่นั่ง จึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (คนที่ 22)
วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 163 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ทั้งนี้สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป เรียก พล.อ.ชวลิต ว่า "บิ๊กจิ๋ว"และในพื้นที่ภาคอีสาน เรียก พล.อ.ชวลิต ว่า "พ่อใหญ่จิ๋ว" นอกจากนี้แล้วยังมีอีกฉายาหนึ่งว่า "จิ๋วหวานเจี๊ยบ" จากการมีบุคลิกพูดจาอ่อนนิ่ม
นุ่มนวล
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ผู้หนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่ราชการ จนได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางทหารและเป็นผู้หนึ่งที่ได้สร้างชื่อเสียง เกียรติคุณแก่ประเทศชาติ และสังคมตลอดจนทำคุณประโยชน์ให้แก่สมาคมฯ เป็นอย่างยิ่งสำหรับงานด้านสมาคมนักเรียนเก่าอำนวยศิลป์ เคยดำรงค์ตำแหน่งนายกสมาคมฯ และเป็นผู้วางรากฐานทุกๆ ด้านจนเป็นปีกแผ่นแน่นหนา ท่านได้ดำเนินการ ก่อสร้างอาคารสมาคมฯ ที่ค้างอยู่จนสำเร็จ
ราชองครักษ์พิเศษ
เสนาธิการทหารบก
ผู้บัญชาการทหารบก
ผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด
สมาชิกวุฒิสภา
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นนทบุรี และจ.นครพนมพรรคความหวังใหม่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและ สวัสดิการสังคม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
รองนายกรัฐมนตรี
หัวหน้าพรรคความหวังใหม่
Hall of Fame
นายกรัฐมนตรี คนที่ 17 ของประเทศไทย
พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เกิดวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2463 ที่ตำบลพลับพลาไชย จังหวัดพระนคร เดิมมีชื่อว่า "สมบุญ ชุณหะวัณ" เป็นบูตรของจอมพลผิน ชุณหะวัณ กับคุณหญิงวิบุลย์ลักสม์ ชุณหะวัณ ในครอบครัวที่มีเชื้อสายจีน มีบรรพบุรุษอพยพมาจากเมืองเท่งไฮ้ (เฉิงไห่) ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ชาติชาย" ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ขณะมีอายุได้ 12 ปี
พลเอกชาติชาย สมรสกับ ท่านผู้หญิงบุญเรือน
ชุณหะวัณ มีบุตรชาย คือ นายไกรศักดิ์ ซุณหะวัณ อดีต
สมาชิกวุฒิสภา และบุตรสาว คือ วาณี ชุณหะวิณ (อดีต
ภริยานายระวี่ หงช์ประภาส มีบุตรสาวชื่อ ปวิญา หงส์ประภาส)
พลเอกชาติชาย เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร (สมัยยังเป็นโรงเรียนกวดวิชา) และโรงเรียนเทพศิรินทร์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายทหารม้าและโรงเรียนยานเกราะกองทัพบก (อาร์เมอร์สดุล)รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา
พลเอกชาติชาย รับราชการครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2483 ในตำแหน่ง ผู้บังคับหมวด กองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ผู้บังคับกองร้อย กองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ประจำกรมเสนาธิการทหารบก ในช่วงที่ต้องไปประจำการที่ สหรัฐไทยเดิมพอดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และกลับมาเป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ รองผู้บังคับการโรงเรียนยานเกราะ และผู้บังคับการกรมเพลาไชย ทหารม้าที่ 2 และผู้บังคับการโรงเรียนยานเกราะ
ในปี พ.ศ. 2501 ได้ถูกเหตุการณ์ทางการเมือง
ผันแปรชีวิตไปเป็นอุปทูตอัครราชทูตวิ่สามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศอาร์เจนตินา และเอกอัครราชทูตวิสามัญ ผู้มีอำนาจเต็ม ประจำประเทศออสเตรีย ตุรกี สำนักวาติกัน และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ตามลำดับ
ปี พ.ศ. 2515 พลเอกชาติชาย เดินทางกลับประเทศไทย เข้ารับตำแหน่ง อธิบดีกรมการเมือง กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นตำแหน่งสุดท้าย ในชีวิตข้าราชการประจำ เนื่องจากในปลายปีพ.ศ. 2515 นี้เอง พลเอกชาติชาย ที่ขณะนั้นยังมียศเป็น พลจัตวาชาติชาย ชุณหะวัณได้รับแต่งตั้งให้เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในคณะรัฐมนตรีคณะที่ 32 ของไทย ที่มี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้น พลเอกชาติชาย ก็ได้เข้าสู่วงการเมืองอย่างเต็มตัว
ดำรงตำแหน่งมายกรัฐมนตริ
พลเอก ชาติชาย ขุนหะวัญ เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2531 มีการปรับคณะรัฐมนตรี 1 ครั้งเมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ได้ดำรงตำแหน่งในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นระยะเวลารวยประมาณ 2 ปีครึ่ง
ผลงานที่โดดเด่นมากของรัฐบาล พลเอกชาติชายได้แก่ การดำเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะใน กลุ่มอินโดจีนเช่น การประสานงานให้มีการเจรจาร่วม ระหว่างเขมร 4 ฝ่าย เพื่อยุติการสู้รบ และสนับสนุน ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลประเทศกัมพูชาภายใต้การน้ำของ สมเด็จสีหนุขึ้น นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลพลเอกชาติชาย มีชื่อเรียกที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ นโยบาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"
ทางด้านเศรษฐกิจ ได้อนุมัติโครงการเพื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายโครงการ เช่น โครงการโทรศัพท์พื้นฐาน 3 ล้านเลขหมาย โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ในเขตกรุงเทพมหานคร และโครงการทางด่วนยกระดับ ตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงนั้น ร้อนแรงถึงกว่า 10 เปอร์เซนต์ต่อปี กระทั่งมีการคาดหมายโดยทั่วไปว่าประเทศไทยจะเป็น "เสือตัวที่ 5" ของเอเชีย (Fifth Asian Tiger) ต่อจาก "4 เสือเศรษฐกิจของเอเชีย" คือ เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์และใต้หวัน
พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีชื่อที่เรียกเป็นที่รู้จักทั่วไปว่า "น้าชาติ" มีคำพูดติดปากเมื่อให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า "No Problem" หมายถึง
"ไม่มีปัญหา" จนเป็นที่จดจำได้ทั่วไป ซึ่งศิลปินเพลง แอ๊ด คาราบาวได้นำไปประพันธ์เป็นเพลงล้อการเมืองชื่อ "โนพลอมแพลม"
อธิบดีกรมการเมือง กระทรวงต่างประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา 5 สมัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
รองนายกรัฐมนตรี
หัวหน้าพรรคชาติไทยและหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา
Hall of Fame
นายกรัฐมนตรี คนที่ 19 ของประเทศไทย
พลเอก สุจินดา คราประยูร เกิดในครอบครัวของข้าราชการกรมรถไฟเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2476 เวลาประมาณ 03:35 นาฬิกา ที่ตำบลบ้านช่างหล่อ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี เป็นบุตรของจวง คราประยูร กับสมพงษ์ คราประยูร (2452-2531) สมรสกับคุณหญิง วรรณี คราประยูร (หนุนภักดี)
จากฟอร์ดลีเวนเวิร์ธ (Fort Leavenworth)
พลเอก สุจินดา เริ่มเข้ารับราชการทหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ได้รับพระราชทานยศ ว่าที่ร้อยตรี เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2501 ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย กองพันทหาร ปืนใหญ่ที่ 21 และก้าวหน้าในหน้าที่ราชการในตำแหน่งอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เจ้ากรม ยุทธการทหารบก ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ รองเสนาธิการ ทหารบก ผู้ช่วย ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก และวันที่ 29 เมษายน 2533 ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก จนเมื่อถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2534 จึงได้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหาร สูงสุดอีกตำแหน่งหนึ่ง
เร่งรัดการพัฒนากองทัพบก โดยเน้นหนักการเสริมสร้างหน่วยกำลังรบให้มีความพร้อมรบและส่งเสริมสวัสดิการกำลังพล กำหนดแนวทางในการปฏิบัติโดยให้ยึดหลัก ๓ ร. ได้แก่ ริเริ่มรวดเร็ว และรอบคอบ คือให้ผู้บังคับหน่วยทั้งหลาย มีความคิดริเริ่ม และทำงานด้วยความรวดเร็วเพราะการทำงานด้วยความรวดเร็วนี้จะทำให้ได้ชัยชนะ แต่ก็ต้องมีความรอบคอบในการทำงานด้วย
สนับสนุนร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน
พลเอก สุจินดา คราประยูรู ได้รับพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2535
รองเสนาธิการทหารบก
ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
รองผู้บัญชาการทหารบก
ผู้บัญชาการทหารบก
ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
รองประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
เชื่อมโยงศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง เพื่อพัฒนาโรงเรียนและสังคม